ช๊อปปิ้งมอลล์, ตลาดมือสอง, ตลาดค้าส่ง, สินค้าประมูล, เปิดร้านค้าฟรี.!, สัมมนา E-Commerce, หางาน-หาคน ทั้งหมด>>

ไร้สาระ

2008-Jul-10 - เป็นงง (วันที่ 58 ของการเขียน blog )

จาการที่ได้เขียน blog อย่างไร้สาระ (ซึ่งมันก็ไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะการเข้ารหัส และอาจจะมีที่ไม่ไร้สาระบ้าง ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับการออมซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะนำมาใส่ blog ทุกๆ 7 วัน)
ก็คิดเล่นๆ นะว่าเริ่มแรกของการเขียน blog สิ่งที่จะดึงดูดให้คนเข้ามาดู blog เรานั้น  นั่ก็คือการตั้งชื่อ blog ให้น่าสนใจ (ไอ้คำว่า "ไร้สาระ" เนี่ย  มันก็น่าจะดูน่าสนใจอยู่นะ  เพราะคนอาจจะคิดว่าไร้สาระเนี่ย  มันไร้สาระยังไง ) ซึ่งก็ OK ครับ  เป็นไปตามหลักการ  มีคนเข้ามาดูพอสมควร
อย่างต่อมาคือ  เมื่อชื่อเรื่องเรา OK แล้ว  ต่อไปการที่จะดึงดูดให้คนเข้ามาที่ blog เราอีกครั้งและเรื่อยๆ (โดยเฉพาะคนที่เคยเข้ามาแล้ว)  เนื้อเรื่องที่ดีและน่าสนใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีตามมาครับ ...  แล้วถ้าเนื้อเรื่องเรามันไม่ดีและไม่น่าสนใจหล่ะ  จะเป็นยังไงหล่ะ!!  ( ถ้าจะทำวิจัย เนื่องจากจำนวนคนที่เข้ามาใน blog ของ tarad ขณะนี้ยังมีจำนวนน้อยอยู่   ตามหลักการ sampling technic ดูจากจำวนคนในกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีน้อยเกินไปที่จะนำเอามาสรุปเป็นข้อมูลสำหรับประชากรส่วนใหญ่ได้  ดังนั้นผลที่ได้ของผม ไม่สามารถเอาไปอ้างอิงใดๆ ได้ทั้งสิ้นครับ )
สิ่งที่ผมคาดการเอาไว้ก็คือ 50 กว่าวันที่ผมเขียน (จริงๆ จะสิ้นสุดที่ 108 วัน)  ซึ่งเป็นลักษณะ diary มากกว่าบทความ  แถมยังเป็น diary บ้าบอคอแตกอีก  55 [-_-"]  แรกๆ ก็อาจจะพอมีบ้างที่หลงเข้ามา  แต่ซัก 20 - 30 วัน  ก็น่าจะเหลือน้อยเต็มทีที่หลงเข้ามา  จนในที่สุกอาจจะเหลือแค่ 1 - 3 คน (ตัวผมกับคนที่พึ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก)
ผลปรากฏดังนี้ครับ (ล่าสุดที่เขียนคือวันที่ 57)
-----------------------------------------------------------------------------
ที่มาของการ ออกกำลังกายประจำเดือนของ TARAD.com (19) โดย pawoot
Twitter คืออะไร? เสพแล้วติดไหม? (18) โดย pawoot
Let's Smile ka ^ ^ (18) โดย poosechuan
วันที่ 54 ของการเขียน blog (16) โดย supawet
เงินเก็บ-เก็บเงิน (1) (16) โดย poosechuan
เป็ดเอ้ย (16) โดย lapagone
งานสัมมนานอกกรอบ กับ MashCamp Bangkok (16) โดย pawoot
เปิดบล๊อก เปิดโลกจากภายใน สู่ภายนอก (16) โดย pawoot
ชำระจิตใจใกล้วันเข้าพรรษาแล้ว (16) โดย e21eqg
ใครๆ ฏ้ รวย พันล้านได้ (15) โดย ssuunngg55
ทำไม Blog.TARAD.com? (14) โดย pawoot
แบสอบถามการใช้งาน blog.TARAD.com (14) โดย pawoot
บทที่ 8 ชวนมาอัพรูปภาพ แล้วอวดเพื่อนกันเลย (14) โดย airnaru
อยากรู้ไหม เวลาดู apache status แล้ว งงๆ แต่ละอันมันคือไร (14) โดย nongfeel
Joke ฝรั่ง เรื่อง กระต่าย.. (14) โดย poosechuan
วันที่ 53 ของการเขียน blog (14) โดย supawet
กินเหล้า เคล้า....? (13) โดย sukhita
Timing..สิ่งที่ธรรมชาติสอนเรา (13) โดย poosechuan
ให้อภัย...แต่ไม่ลืม (12) โดย poosechuan
-----------------------------------------------------------------------------
กำ...  มันหมายความว่ายังไงเนี่ย??


วันที่ 54 ของการเขียน blog
ไปซื้อชั่วโมง internet มา  56K ก็ยังดี   เผื่อเอาไว้ดู plain text web [-_-"]


ไม่มี net 56K กันแล้วเหรอครับเนี่ย  ถึงเห็นเป็นเรื่องประหลาด  บ้ากันไปแล้ว ^_^ "

สำหรับน้องเขา  ตอนนี้ก็ทำใจได้แล้วครับ  ถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีก็แล้วกัน  ตอนนี้คงรอ FD แล้วหล่ะ

ปล. หลังจากนี้คงเว้นๆ เขียนแล้ว เนื่องจากจบการวิจัย  หุ หุ   เด๋วจะเน้นเขียนที่มันแรงๆ มีสาระขึ้นมาบ้างแระ

 

Comments (2) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 9 - วันที่ 57 ของการเขียน blog

ประโยชน์สูงสุดจาก RMF และ LTF

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549


ในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัวคำถามที่เกิดขึ้นคือ จะสามารถหารายได้เพิ่มอย่างไร และหากมีเงินเพื่อลงทุนแล้วควรจะลงทุนอะไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงที่พอจะรับได้ คำตอบของผมคือการหมั่นเพียรลงทุนใน RMF และ LTF ครับ
คุณณฤทธิ์ โกศลาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลของบล.ภัทร ได้กรุณาทำตัวเลขเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนใน RMF และ LTF อย่างต่อเนื่องในช่วงอายุทำงาน 35 ปีนั้น สามารถทำให้เราสามารถลดการเสียภาษีให้รัฐ รวมเป็นมูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท และหากเราตั้งสมมติฐานว่าการลงทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 6% ต่อปี ก็จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวอีกเกือบ 2.5 ล้านบาท
ผลคือเม็ดเงินที่จะมีอยู่ในมือเมื่ออายุ 60 ปี หากมีวินัยในการออมและลงทุนผ่าน RMF และ LTF อย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มต้นเมื่ออายุ 25 ปีนั้น จะมากถึง 4.5 ล้านบาท และหากจะทอนเม็ดเงินดังกล่าว กลับมาเป็นกำลังซื้อปัจจุบันโดยมีสมมติฐานว่าเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปีในช่วง 35 ปีดังกล่าว ก็จะเท่ากับ 1.6 ล้านบาท ทั้งนี้ รายละเอียดปรากฏในตารางข้างล่าง

 

ปีที่ทำงาน ตาราง เงินสะสมในกองทุน (ต่อปี) เงินภาษีที่ไม่
ต้องจ่ายต่อปี
ภาษีที่ไม่ต้อง
จ่ายรวมยอด
บวกผลตอบแทน
จากการลงทุน
อายุ เงินเดือน สำรองเลี้ยงชีพ RMF LTF
1 26 25,000 30,000 45,000 45,000 8,000 8,000 8,000
5 30 36,603 43,923 65,885 65,885 18,177 67,484 74,333
10 35 54,777 65,732 98,599 98,599 24,879 177,677 222,833
15 40 71,908 86,290 129,435 129,435 49,548 378,401 521,495
20 45 84,980 101,976 152,964 152,964 68,371 685,640 1,042,027
25 50 98,515 118,218 177,328 177,328 80,931 1,069,249 1,825,528
30 55 114,206 137,047 162,953 205,571 98,047 1,520,716 2,949,455
35 60 132,396 158,876 141,124 238,313 119,876 2,075,148 4,569,210

 

สมมติฐาน
1. เริ่มทำงานอายุ 25 ปี และ เงินเดือนปรับขึ้นปีละ 10% ระหว่างอายุ 25-30 เงินเดือนปรับขึ้นปีละ 8% ระหว่างอายุ 30-35 เงินเดือนปรับขึ้นปีละ 5% ระหว่างอายุ 35-40 เงินเดือนปรับขึ้นปีละ 3% ระหว่างอายุ 40-60
2. ผลตอบแทนการลงทุน 6% ต่อปี
3. ลงทุนใน RMF และ LTF เต็มตามสิทธิ
4. ไม่คำนึงถึงธุรกรรมอื่นๆ ที่ช่วยลดภาษี เช่น การผ่อนบ้านและการบริจาค เป็นต้น
จากตาราง (1) จะเห็นว่า บุคคลที่เริ่มต้นทำงานตอนอายุ 25 ปีที่เงินเดือน 25,000 บาทนั้น จะสามารถลดภาระภาษีได้ประมาณ 8,000 บาท โดยการลงทุนใน RMF และ LTF แต่ภัทรตั้งสมมติฐานว่า บุคคลนี้มีวินัยในการออม/ลงทุนอย่างดี เพราะลงทุนใน RMF และ LTF รวม 90,000 บาทต่อปี และยังใช้สิทธิสูงสุดในการแบ่งเงินเดือนอีก 10% ไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตน ซึ่งอาจดูว่าเป็นอัตราการออมที่ค่อนข้างสูงมาก เพราะเท่ากับการออมเงิน 120,000 บาทต่อปี จากรายได้ 300,000 บาทต่อปี
แต่เงื่อนไขการออมที่เข้มงวดดังกล่าว จะทำให้ผู้ออมมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก เพราะเม็ดเงินที่จะมีอยู่ในมือในวันเกษียณอายุนั้น น่าจะประมาณ 12-14 ล้านบาท โดยจะมีเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้เงินของตนเอง และเงินจากนายจ้าง รวมทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวประมาณ 7-9 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนใน RMF และ LTF นั้น จะมีผลตอบแทนให้อีก 4.6 ล้านบาท หากมีการออมด้วยตัวเองในรูปแบบอื่นๆ อีก (เช่น การทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์) ก็จะทำให้สามารถมีเงินเก็บตอนเกษียณอายุได้ 15-16 ล้านบาทได้ ซึ่งหากเม็ดเงินดังกล่าว ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ก็จะทำให้ยังมีกระแสเงินสดต่อเดือนประมาณ 60,000 บาท ซึ่งน่าจะเพียงพอ และให้ความมั่นคงทางการเงิน ในระดับที่ดี
ตาราง 2 มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของภาษีที่ไม่ต้องเสียบวกผลตอบแทนการลงทุน (Present Value of Life-Time Tax Saving)

 

รายได้ปัจจุบัน อายุ
25 30 35 40 45 50
25,000 1,623,821 1,215,137 871,882 576,945 334,728 165,809
50,000 3,427,748 2,784,032 2,174,967 1,584,864 1,012,122 511,492
70,000 4,000,448 3,283,275 2,632,982 2,035,077 1,453,457 853,667
80,000 4,191,294 3,425,166 2,755,899 2,142,482 1,570,026 983,602
90,000 4,352,737 3,545,937 2,843,244 2,218,147 1,637,636 1,069,737
100,000 4,478,062 3,654,503 2,907,059 2,267,338 1,680,249 1,122,707

 

บางทีนักลงทุนในตลาดหุ้นจะชอบพูดว่าอยากซื้อหุ้น แต่ต้องการรอให้ราคาถูกลงไปอีกสัก 5-10% ต้องทำความเข้าใจว่า การลงทุนในหุ้นผ่าน RMF และ LTF นั้น เสมือนกับการที่รัฐบาลให้อภิสิทธิ์กับมนุษย์เงินเดือนในการเข้าไปซื้อหุ้น ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด ตัวอย่างเช่น บุคคลที่อายุ 50 ปี และมีเงินเดือน 98,500 บาท จะมีรายได้ที่พึงประเมินภาษี 569,000 บาท แต่หากลงทุนใน RMF และ LTF เต็มตามสิทธิ คือ 364,000 บาท ในปีนั้น ก็จะลดภาษีที่ต้องจ่ายไปให้กับรัฐบาลถึง 80,000 บาท ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับการเข้าซื้อหุ้น ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด 20% นั่นเอง
หากผู้ลงทุนระบุให้ลงทุน RMF ในตราสารหนี้ เพราะกลัวความเสี่ยง และตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนปีละ 5% การซื้อที่ราคาถูกลงไป 20% ก็เสมือนกับการได้ผลตอบแทนจากตราสารดังกล่าว สูงกว่าอีก 20% (คือจาก 5% เป็น 6%) นั่นเอง
บางคนอาจไม่มีวินัยหรือศักยภาพที่จะออมเงิน โดยเฉพาะในช่วงแรกของการทำงาน ก็ไม่ได้หมายความว่า การเริ่มต้นการออมเมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้เสียเปรียบมากนัก ประเด็นอยู่ที่ระดับเงินเดือนเป็นสำคัญ เพราะหากมีรายได้มาก ก็จะลดหย่อนภาษีได้มาก ทำให้การเริ่มออมที่อายุ 30-35 ก็ยังจะไม่สายเกินไป
ดังเห็นได้จากตาราง (2) ซึ่งคุณณฤทธิ์ได้คำนวณเงินลงทุนและผลตอบแทนทั้งหมดที่พึงจะได้รับในวันเกษียณอายุ โดยได้คำนวณเป็นมูลค่าที่วัดจากกำลังซื้อในปัจจุบัน (present value) แล้ว ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเดือน 50,000 บาท และปัจจุบันอายุ 30 ปี ก็จะได้ผลตอบแทนทั้งหมดเท่ากับ 2.78 ล้านบาท เมื่อเกษียณอายุ ซึ่งมูลค่าจะไม่แตกต่างมากกว่าการเริ่มออมเมื่ออายุ 25 หรือ 35 ปีมากนัก
แต่หากรอนานไปจนกระทั่งอายุ 40-50 ปีก็จะเห็นว่าผลตอบแทนที่พึงได้รับจะต่ำกว่ามาก เพราะไม่ได้มีเวลาให้การลงทุน ออกดอกออกผลเพียงพอ นอกจากนั้น หากเริ่มออม ตอนอายุมาก ก็จะต้องลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ (เพราะระยะเวลาของการออมเพียง 5-10 ปี ไม่ใช่ 20-30 ปี จึงยอมรับความผันผวนของการลงทุนได้น้อย) ทำให้ต้องยอมรับผลตอบแทนต่ำไปด้วย

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 6 - วันที่ 54 ของการเขียน blog

ไปซื้อชั่วโมง internet มา  56K ก็ยังดี   เผื่อเอาไว้ดู plain text web [-_-"]

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 5 - วันที่ 53 ของการเขียน blog

หลังจากที่อาทิตย์ที่ไม่ได้ไปว่ายน้ำ

ในที่สุดวันนี้ก็ได้ว่ายซะที

อืม...  เขามีช่วงเวลาในการปรับน้ำ  ไอ้เราไม่รู้ก็นึกว่าเขาปรับปรุง ซ่อมแซม [-_-"]

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 4 - The Red Shift Theory (วันที่ 52 ของการเขียน blog)

วันนี้ขอไม่ไร้สาระหน่อย

 

พอดีเมื่อเช้าได้คุยถึงเรื่องที่ทางตลาดได้ย้ายตัวเมล์ไปยังบริการเมล์สำหรับองค์กรของ google (เป็นส่วนหนึ่งของ Google Apps)  เลยทำให้นึกถึงบทความๆ นึง (จำ ref ไม่ได้แล้ว) ซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีที่ชื่อว่า "The Red Shift Theory

 

ตัวทฤษฎีนั้นจะเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับดีมานด์ของพลังประมวลผลในอุตสาหกรรม ซึ่งเสนอโดย CTO ของ Sun Microsystems ชื่อ Greg Papadopoulos

 

แนวคิด Red Shift เสนอว่าปัจจุบันมีบริการแบบใหม่ๆ (Red Shift) ที่กินพลังประมวลผลเยอะมาก เช่น เว็บทั้งหลายจำพวก Google, Salesforce.com ซึ่งอัตราการเติบโตของมันก้าวล้ำกฎของมัวร์ไปมาก

 

ส่วนแอพพลิเคชันแบบเดิมๆ (Blue Shift) นั้นต่ำกว่ากฎของมัวร์อยู่แต่แรกแล้ว ยิ่งสามารถลดปริมาณทรัพยากรที่ต้องใช้ได้โดย consolidate จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ซะ ด้วยเทคโนโลยีอย่างพวก virtualization ต่างๆ อันนี้ไม่มีปัญหา

 

เทรนด์ตลาดในแนวของ Red Shift เขาบอกว่า ยิ่งความต้องการมีสูงเท่าไร (ทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ) ผู้ตอบสนองได้ก็จะยิ่งมีจำนวนน้อยเท่านั้น (เพราะต้องใช้ engineering resource มหาศาล ) นั่นคือโอกาสธุรกิจที่ใหญ่ยิ่ง

 

ตัวอย่างของ tarad ก็น่าจะเป็นอีกตัวอย่างนึง  ที่อาจจะมีความต้องในเรื่องของปริมาณหรือคุณภาพ  หรืออาจจะทั้งสองอย่าง  ที่เป็นแบบ google (อันนี้ผมเดาเอานะ  ผิดก็อย่าว่ากัน ^_^ ")  

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 3 - วันที่ 51 ของการเขียน blog

Schedule (July)

        Dream   --- >  6 system

        Real  --- >  2 system

        Work so good  --- >  3 system

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 2 - วันที่ 50 ของการเขียน blog

 

ชีวิตช่วงเย็น  หลังเลิกงาน (ขำๆ)

 

Ultimate Game

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 2 - หน้าที่และความรับผิดของผู้จ่ายเงินได้ (1)

 

ในการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ทั้งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย

ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้หัก ณ  ที่จ่ายดังนี้

      1. คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยเคร่งครัด ซึ่งผู้จ่ายเงินได้ต้องมีความเข้าใจในข้อกำหนดเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายโดยละเอียดในประเด็นต่างๆ ดังนี้

         1.1 มีความเข้าใจบทบัญญัติเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยชัดแจ้งทุกแง่ทุกมุมว่า การจ่ายเงินได้ในกรณีใดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายอย่างไร

         1.2 มีความเข้าใจในหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้เกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

         1.3 มีความเข้าใจว่าต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เมื่อใด

     2. นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ว่าผู้จ่ายเงินได้จะได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

     3. พร้อมกับการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยต้องยื่นรายการและนำส่งภาษีภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ 

         3.1 ภ.ง.ด.1 ใช้สำหรับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร  

         3.2 ภ.ง.ด.2 ใช้สำหรับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร   

        3.3 ภ.ง.ด.3 ใช้สำหรับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(5)(6)(7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร   

        3.4 ภ.ง.ด.53 ใช้สำหรับกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 69 ทวิ และมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร   

         3.5 ภ.ง.ด.54 ส่วน ก ใช้สำหรับกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

     4. เมื่อสิ้นปีภาษีให้ผู้จ่ายเงินได้ที่ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องยื่นรายการสรุปการจ่ายเงินได้และจำนวนภาษีเงินได้ที่ได้หักและนำส่งไว้ โดยแสดงรายละเอียดเป็นรายบุคคล เฉพาะยอดรวมภาษีที่นำส่งทั้งสิ้น (พร้อมทั้งแนบสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยก็ได้) ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

        (1) ภ.ง.ด.1ก. ใช้สรุปรายการการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้

        (2) ภ.ง.ด.2ก. ใช้สรุปรายการการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นรายการดังกล่าว ภายในเดือนมกราคมของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้

     5. ผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

        (1) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ผู้มีเงินได้ทำงานในกิจการของผู้จ่ายเงินได้จนถึงสิ้นปีภาษี ผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้ แต่ถ้าผู้มีเงินได้คนใดออกจากงานระหว่างปีภาษีผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้คนนั้นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน

         (2) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆ ผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)

     6. ผู้จ่ายเงินได้ต้องจัดทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการนำส่งภาษีที่มีข้อความอย่างน้อยตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยต้องกรอกข้อความให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันถัดจากวันที่มีรายการเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือการนำส่งภาษีเกิดขึ้น และให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเก็บรักษาบัญชีพิเศษดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยเก็บไว้ ณ สำนักงานที่มีการจ่ายเงินได้และพร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ทันที

     7. ผู้จ่ายเงินได้ต้องปฏิบัติตามหนังสือแจ้งความของเจ้าพนักงานประเมินที่แจ้งให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)(2)(3)(4) และ (7) แห่งประมวลรัษฎากร หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่อง เพื่อการตรวจสอบการหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย (มาตรา 51 แห่งประมวลรัษฎากร)

     8. ผู้จ่ายเงินได้ต้องมีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงในแบบแสดงรายการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 

 

Ref : http:// www.rd.go.th

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jul- 1 - วันที่ 48 ของการเขียน blog

 

เซ็ง ...  ตาแรกก็แพ้

ตาที่ 2 คนมากกว่าก็แพ้   เฮ่อ....

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-30 - วันที่ 47 ของการเขียน blog

 

วันนี้นั่งแก้ bug ทั้งวันเลย   555

ตกเย็นเล่น Dot A.  ชนะทั้ง 2 ตาเลยอ่ะ  สุดยอดนะนี่ย ...

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-29 - วันที่ 46 ของการเขียน blog

google  เอะอะอะไรก็ google

เข้าเว็บทีไร  ต้องเปิด google เป็นหน้าแรกทุกที

จะทำยังไงหนอ  ถ้าไม่มี google

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-28 - วันที่ 45 ของการเขียน blog

 

วันนี้เซ็งเลย   กะจะว่ายน้ำซะหน่อย   สระดันปรับปรุงซะอีกเนี่ย

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-27 - วันที่ 44 ของการเขียน blog

วันนี้ก็ได้อีกระบบแล้ว   เย้ๆ

ในที่สุดก็ได้ครบ  7 ระบบ ตาม schedule แล้ว  เหอๆๆ  ...

เหลือแต่ตามแก้ error  [-_-" ]  แล้วก็ปรับแต่งตามที่ลูกค้าเค้า  complain มา (น่าจะเรียกว่าค้า prove มา  เราก็ improve ไป  จะดูดีกว่า ^_^ " )

 

 

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-26 - วันที่ 43 ของการเขียน blog

 

พรุ่งนี้ต้องเอาให้ได้อีกระบบ  

 

 สู้ๆ สู้ตาย   ....

 

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-25 - ความรู้ความเข้าใจในตราสารหนี้ (2)

 ประเภทต่างๆ ของตราสารหนี้  สามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ แบ่งตามประเภทของผู้ออก แบ่งตามหลักประกัน แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง แบ่งตามดอกเบี้ย แบ่งตามสิทธิแฝง และแบ่งตามการจ่ายคืนเงินต้นหรือเงินสด
       1. แบ่งตามประเภทของผู้ออก มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ออกโดยองค์กรภาครัฐและเอกชน
       
       ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล : โดยกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) เป็นผู้ออกตราสารให้แก่ผู้ถือ และผู้ถือหรือนักลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล ซึ่งท่านทราบอยู่แล้วว่าตราสารประเภทนี้ ปลอดจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ย และเงินต้น (default risk) ตัวอย่างของตราสารประเภทนี้ที่รู้จักกัน คือ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) และพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bond)
       
       ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ : เป็นตราสารหนี้ที่ออกตามองค์กรภาครัฐและมีชื่อเรียกตามองค์กรนั้นๆที่ออกตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงประเภท default risk ต่ำ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟู เป็นต้น
       
       ตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือหุ้นกู้ภาคเอกชน (Debenture) เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่ออกโดยเอกชนเพื่อระดมทุนซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการออกจำหน่ายหุ้น ในเรื่องของความเสี่ยงประเภท default risk ก็จะมีมากกว่าตราสารหนี้ที่กล่าวมาข้างต้น โดยขึ้นอยู่กับ credit ของแต่ละบริษัทนั้นๆ
       
       2. แบ่งตามหลักประกัน มี 2 ประเภท คือ หุ้นกู้มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Bond) เป็นหุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน และหากมีการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ถือ หรือ Bond holder ก็สามารถเรียกร้องสิทธิในหลักประกันนั้นได้ก่อนคนอื่น หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Bond) เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ มาวางเป็นหลักประกัน
       
       3. แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากสินทรัพย์ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ หลังจากที่มีการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้อื่นๆ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ในกรณีที่บริษัทมีการเลิกกิจการ (Liquidation) จะมีสิทธิในการเรียกร้องการชำระหนี้จากสินทรัพย์ได้ก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ หรือ Subordinated Bond โดยเรียงลำดับของสิทธิเรียกร้อง จะเริ่มจากมากไปน้อยสุดดังนี้ คือ ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ผู้ถือหุ้นกู้บุริมสิทธิ (Preferred Stock) และผู้ถือหุ้นสามัญ (Common Stock) ตามลำดับ
       
       4. แบ่งตามอัตราดอกเบี้ย หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate Bond) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ทุกงวดตามที่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ออกหุ้นกู้นั้น หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating rate Bond) มีการจ่ายดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงตามอัตราอ้างอิงที่กำหนด เช่น LIBOR + Spread หุ้นกู้ที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เป็นหุ้นกู้ที่ผู้ซื้อหรือนักลงทุนซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว หรือเรียกว่า ซื้อได้ในราคา discount
       
       5. แบ่งตามชนิดของสิทธิแฝง (Embedded Option) หุ้นกู้ที่ปราศจากสิทธิแฝง เป็นหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่และปราศจากสิทธิแฝงหุ้นกู้ที่มีสิทธิแฝง ซึ่งมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) หุ้นกู้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกคืนก่อนกำหนด (Callable Bond) และหุ้นกู้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Puttable Bond)
       
       6. แบ่งตามประแสการจ่ายเงินต้นหรือเงินสด หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่และปราศจากสิทธิแฝง (Straight / Fixed rate and option free bond) หุ้นกู้ประเภททยอยจ่ายเงินต้น (Amortizing bond) โดยผู้ออกทยอยจ่ายคืนเงินต้นแก่ผู้ถือตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน ซึ่งเงินที่จ่ายเป็นงวดนั้นประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยด้วย
       
       ทั้งหมดนี้ถือเป็นความรู้ความเข้าใจในประเภทต่างๆ ของตราสารหนี้ ก่อนที่เราจะไปศึกษากันในบทบาทที่สำคัญของตลาดตราสารหนี้ต่อนักลงทุน รวมทั้งบทบาทที่สำคัญของ BEX หรือ Bond Electronic Exchange ต่อไป
       
       ที่มา : Thailand Securities Institute (TSI)


Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-24 - วันที่ 41 ของการเขียน blog

วันนี้ทำงานเสร็จอีกระบบแล้ว    ...  โฮ่ๆๆๆๆ

เหลืออีกแค่ระบบเดียว  ก็เสร็จตาม schedule  แล้ว   สู้ๆ สู้ตาย

แต่ก่อนจะทำอีกระบบที่เหลือ  กลับมานั่งเช็คระบบที่ทำเสร็จก่อนดีกว่า    (....  อืม   ก็ดีเหมือนกัน   เปลี่ยนอารมณ์)

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-23 - วันที่ 40 ของการเขียน blog

เสร็จอีกระบบแล้ว   เย้ๆ

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-22 - วันที่ 39 ของการเขียน blog

อยากจะเขียนคำว่าเหงาตัวเท่าบ้าน

 

เขียนเป็นล้านล้านคำคำว่าเหงา

 

คนนับล้านล้านเห็นเป็นเงาเงา

 

มีแต่คนเปล่าเปล่าเปล่าหัวใจ

 

reference : T news   No.16

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-21 - วันที่ 38 ของการเขียน blog

วันนี้วันเสาร์   สบายๆ  ฟังเพลงดีกว่า

ช่วงนี้ก็ฟังเพลงนี้แหล่ะ  ทำใจลำบากนะ  เวลาที่ไปรักคนที่เขาไม่รักเรา

ชอบท่อนนี้มาก "ไม่ต้องการคำตอบใดๆ แค่อย่าทำร้ายใจก็พอ"   เพราะรู้สึกว่ามันโดนกับตัวเองมาก

คนไกลๆ

ไม่เคยได้เห็น น้ำตาที่เป็นของฉันใช่ไหม
ที่ต้องคอยแต่แอบเอาไว้และไม่เคยร้องมันออกมา
ที่เธอไม่รักแม้เธอไม่เคยได้เห็นในสายตา
สิ่งดีๆ ที่บอกกันมาแต่ไม่เคยได้ใกล้กว่านี้

สิ่งที่เธอเคยได้เห็นฉันคือ
ฉันคนเดิมอยู่ตรงที่เก่า
แบ่งปันอารมณ์ที่เหงาที่ซึมเซา
แต่ไม่ใช่คนที่เธอรัก

ไม่เคยขอ ไม่เรียกร้องเอาอะไรกว่านี้
ไม่ไขว้คว้า อ้อนและวอนเพื่อได้อย่างนี้
แค่มองตรงนี้ก็พอให้อุ่นใจ
ให้เธอรู้คนอย่างฉันแม้จะยืนอยู่ไกล
แต่ว่าฉันยังไม่เคยคิดจะจากไป
อยากให้เธอรู้ว่ามีอีกใจที่รักเธอ

อีกคนที่รักๆ เธอคนเดียวเท่านั้นหมดใจ
ไม่ต้องการคำตอบใดๆ แค่อย่าทำร้ายใจก็พอ
อาจมีสักครั้งที่เธอต้องทนอ้างว้างไม่เหลือใคร
แต่อย่าลืมอีกหนึ่งคนไกลคนที่ใจไม่ไกลจากเธอ

สิ่งที่เธอเคยได้เห็นฉันคือ
ฉันคนเดิมอยู่ตรงที่เก่า
แบ่งปันอารมณ์ที่เหงาที่ซึมเซา
แต่ไม่ใช่คนที่เธอรัก

ไม่เคยขอ ไม่เรียกร้องเอาอะไรกว่านี้
ไม่ไขว้คว้า อ้อนและวอนเพื่อได้อย่างนี้
แค่มองตรงนี้ก็พอให้อุ่นใจ
ให้เธอรู้คนอย่างฉันแม้จะยืนอยู่ไกล
แต่ว่าฉันยังไม่เคยคิดจะจากไป
อยากให้เธอรู้ว่ามีอีกใจที่รักเธอ

ไม่เคยขอ ไม่เรียกร้องเอาอะไรกว่านี้
ไม่ไขว้คว้า อ้อนและวอนเพื่อได้อย่างนี้
แค่มองตรงนี้ก็พอให้อุ่นใจ
ให้เธอรู้คนอย่างฉันแม้จะยืนอยู่ไกล
แต่ว่าฉันยังไม่เคยคิดจะจากไป
อยากให้เธอรู้ว่ามีอีกใจที่รักเธอ


ปล. ยังลืมไม่ลงเลย เฮ่อ ..คงได้เป็นแค่คนไกลๆ อย่างในเพลงนี้แหล่ะ

บอกให้เธอรู้ไกลๆ หนึ่งใจยังรักเธอ

 

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

2008-Jun-20 - วันที่ 37 ของการเขียน blog

ในที่สุดงานก็เสร็จ   55

 

แต่วันนี้ไม่ได้ไปเล่นแบด  เพราะไม่มีสนามให้เล่น 

 

เซ็งเลย

Comments (0) :: Post A Comment! :: Permanent Link

<- Last Page :: Next Page ->

About Me

Links

??? Home
??? View my profile
??? Archives
??? Friends
??? Email Me

Friends

Blog powered by TARAD.com