หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยฝ่าฟัน กับการเดินทางในเมืองกรุงเพื่อไปทำงานมานาน ครั้นจะขับรถไปทำงานเอง น้ำมันก็ลิตรละข้าวแกง 1.5 จาน(ต้องกับข้าวอย่างเดียวด้วยนะ) เราก็ตัดสินใจ หาหอใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าให้ใกล้ออฟฟิคเดินมาทำงานได้ จากวันนั้นที่ตัดสินใจจนถึงวันนี้ที่ได้หอพักใช้เวลาเกือบ 6 เดือน !!!
ยอมรับว่าเป็นคนเลือกมากในเรื่องห้องพัก เพราะ ห้อง...คือวิมานของเราค่ะ เป็นที่พักผ่อน พักกาย พักใจจริงๆ หากเงินค่าเช่าห้องที่ต้องเสียไปทุกเดือนๆ ไม่ตอบสนองความสบายของเราได้ในระดับหนึ่ง แถม ยังสร้างปัญหาอื่นให้กับชีวิตอีกก็คงต้องพิจารณาหาที่สิงสถิตย์ใหม่กันล่ะ
ต้องขอบคุณน้องสัน น้องฝึกงาน ที่ให้ข้อมูลและถามเรื่องห้องว่างให้ จะถือว่าโชคดีรึเปล่าก็ไม่รู้ น้องสันบอกว่า มีห้องว่างอยู่แต่เค้ากำลังทำห้องทาสีใหม่
เราก็งง..ว่าเอ๊ะ ทำไมต้องถึงกับทำห้องทาสีใหม่ล่ะ เคยเจอแต่ว่าทำความสะอาดห้องเฉยๆ ก็พอดี น้องฟิวส์ ชูประเด็นว่า สงสัยมีคนฆ่าตัวตายในห้อง เลือดสาด ล้างไม่ออก เลยทาสีทับ (ขอบใจมากฟิวส์ พี่รู้สึกดีขึ้นมากเลย
ฮึ่มมมมม) แต่หลังจากไปดูห้องเราก็ติดใจความกว้างของห้อง และความสะดวกสบายรอบๆ ตึกของมัน ใช้เวลาเดินเท้ามาทำงานประมาณ 10 นาที ดีเหมือนกัน ถือซะว่าได้ออกกำลังกาย
ริน ญาติผู้พี่ของเราเข้ามาอยู่เมืองกรุงตั้งแต่อายุ 18 ผ่านการเช่าหอพักมาไม่รู้กี่ที่ จากประสบการณ์การอยู่กรุงเทพมานานนับสิบกว่าปี และความพิถีพิถัน ช่างเลือกของเธอ ขอถ่ายทอดเรื่องการเลือกที่พัก ผ่าน blog นี้นะคะ เผื่อมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาที่พักใหม่
1. เริ่มจาก เส้นทางที่จะเข้าไปสู่ที่พักนั้น ถ้ามันลึกลับซับซ้อน เปลี่ยว หรือต้องขึ้นเขาลงห้วยซะขนาด โดยที่คุณไม่มีรถ ถึงหอจะใหม่ ราคาถูก ก็ตัดใจเถอะค่ะ ก่อนที่จะได้ขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐพร้อมรูปเล็กๆ ของคุณมุมบนขวาของภาพข่าว
2. สิ่งก่อสร้าง รอบๆ ที่พักเป็นอย่างไร ควรหลีกเลี่ยง โรงงาน (รินเคยพักที่ใกล้โรงงาน สิ่งที่ได้คือ ผงฝุ่นสีขาวที่ปลิวมาติดเสื้อผ้าที่ตากไว้ รวมทั้ง เสียงกริ่งปวดประสาท ที่ดังขึ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนกะ ไม่เว้นแม้แต่เที่ยงคืน)
รางรถไฟ (คุณจะถูกรถไฟขบวนแรกปลุกตั้งแต่ตีสี่ ข้อนี้เรา confirm เพราะเคยมาพักกับเพื่อนที่พักอยู่ใกล้สถานีรถไฟสามเสน)
3. ร้านที่อำนวยความสะดวกรอบๆ คนเราต้องกิน ต้องใช้นะคะ ไม่ต้องถึงกับมีร้านอาหาร หรือ ห้างสรรพสินค้าหรอกค่ะ แค่มีร้านขายของชำเก่าๆ ร้านข้าวสั่งเล็กๆ สักร้าน ก็พอทำให้ชีวิตคนหออย่างเรา ดำเนินไปได้แล้ว ยิ่งถ้ามี 7-11 สักหน่อย ก็ยิ่งโอเค
หอเดิมที่เราพักอยู่นี้ ติดถนนใหญ่เลยค่ะ เดินเข้าซอยไปแค่ 50 เมตร แต่....แต่ปากซอยรัศมี 1 กิโลเมตร ไม่มีอะไรเลย ไม่มี 7-11 ไม่มีร้านขายของชำ ไม่มีร้านขายข้าว ก๊วยเตี๋ยว ไม่มีรถเข็นที่จะเข็นอะไรสักอย่างที่กินได้เข้ามาในซอย นี่ถ้ามียายแก่ๆคนหนึ่งหาบกล้วยปิ้งหลงเข้ามาในซอยนี้ แกคงได้ยิ้มหน้าบานตัวเบาออกไป เพราะขายหมดแน่..
4. เพื่อนร่วมหอพัก โอเค หลังจากที่เดินดูสภาพแวดล้อมรอบๆหอแล้ว ลองนั่งลงแล้วมองดูผู้คนที่เข้าออกหอนี้ ว่าเป็นใคร ถ้าอยู่ใกล้สถานศึกษา ก็แน่นอน เพื่อนร่วมหอของคุณก็จะเป็นเหล่านักศึกษา ทีนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วว่ามีประสบการณ์กับการอยู่หอที่มีแต่นักศึกษาอย่างไร เราเคยอยู่หอพักแถวบางกะปิ(แหล่งนักศึกษาสุดๆ) วันดีคืนอันชั่วร้าย ก็จะได้ยินเสียงเพลงประกอบจังหวะเคาะขวดลอยมาจากห้องข้างๆที่พวกน้องนักศึกษาพักอยู่ "บัวลอยยยยยย เจ้าเพื่อนยากกก ทำมายจากข้าเร็วเกินปายยยยยยยย..." ตอนตีสาม !!!!! 
เรื่องเพื่อนร่วมหอสังเกตไม่ยากหรอกค่ะ บางหอเราเงยหน้าขึ้นไปบนตึก เห็นผ้าถุงตากเป็นแถวเชียว มีหญิงวัยกลางคน ใส่หมวกอาบน้ำ นุ่งผ้าถุงกระโจมอก ยืนตีลูกพลั๊วะๆ ปากก็ด่าล้งเล้งอยู่ตรงระเบียงห้อง อันนี้เราก็จะบ๊ายบายนะคะ ไม่อยากต้องรับรู้ปัญหาครอบครัวของใคร ในตอนที่เราต้องการความเงียบสงบ และ การพักผ่อน
(คำตอบของข้อนี้คือ ระดับของผู้คนที่อยู่หอ ผันตามราคาค่าห้องค่ะ
และให้เลือกหอที่ไม่ให้เลี้ยงเด็กเล็ก )
5. อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือไม่ ส่วนตัวแล้ว เราชูประเด็นนี้เป็นข้อหลักเลย เพราะชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราใช้เวลาอย่างน้อย วันละ 8 ชั่วโมง อยู่ที่ทำงาน ทำงานก็เหนื่อยกายเหนื่อยใจอยู่แล้ว หากต้องมาเหนื่อยกับการเดินทางอีกคงไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ปัญหาที่เราพบคือ เราทำงานอยู่ใจกลางเมืองอย่างอนุสาวรีย์ชัยฯ ค่าที่พักก็จะสูง ก็อาจจะแก้ปัญหาโดย เขยิบออกไปไกลออฟฟิคหน่อย อาจจะได้ที่พักดีๆ ราคาถูกที่พอเดินทางไปทำงานได้ค่ะ
ตอนนี้นึกออกแค่นี้อ่ะค่ะ ถ้ามีเพิ่มเติมจะมาเขียนต่อนะคะ 
Have a nice day ka ^_^